แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องปลากัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เรื่องปลากัด แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีการสังเกตุเปรียบเทียบอายุของปลากัดเก่ง

พอดีวันนี้ผ่านไปเจอเรื่องราวดีๆเลยเก็บมาฝากกันครับ

วิธีเปรียบเทียบอายุของปลากัดเก่ง

ลักษณะลูกอ่อนอายุระหว่าง 4 - 6 เดือน              
การสังเกตุแบบง่ายๆมองกันที่เครื่อง  ใบหาง  ใบคลีบกระโดง และ ชายน้ำ  ปลาที่อายุยังไม่              
ถึง 6 เดือนขึ้นไปเครื่องเคราจะยังไม่เต็มสังเกตุที่ขอบจะมีลักษณะแหลมๆออกมามองดูออก              
ตามลักษณะของรูป เกลียวปากเล็ก เนื้อตัวสวย และปราดเปรียว เชิงกัดดีเขี้ยวคม แต่จะมี              
ลูกฮึดลูกทนน้อยไปนิด ที่สำคัญเกลียวปากจะอ่อนกว่าเมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งปากจะเห็นชัดเจน
เบียดท้ายน้ำจะมีปัญหา แต่ก็ไม่ทุกคอกไปบางคอกเก่งจัดตั้งแต่อายุขนาดนี้ก็มีให้เห็น              
              
ลักษณะลูกอายุระหว่าง 7 - 12 เดือน              
การสังเกตุแบบง่ายๆมองกันที่เครื่องเช่นกัน พวกนี้เครื่องจะเต็มสวยงาม ผิวหนังจะมันวาวมาก
หน้าคอใหญ่ (แล้วแต่สายพันธุ์ และอาหารการกิน) เกลียวปากหนาสมส่วน การเคลื่อนตัวสง่ามี
ความนิ่งสุขุม เขี้ยวดีและลดช้าเป็นช่วงแห่งการต่อสู้อย่างแท้จริง (ถ้าจังหวะดีเขี้ยวมานะ) ปาก
หัวใจ เชิงกัด มาแบบสมบูรณ์และเป็นช่วงอายุที่หาปลาเก่งตัวเก่งได้เยอะกว่าทุกช่วงอายุแน่นอน
ปลากัดเก่งถ้าเล่นอายุขนาดนี้และเป็นช่วงเก่งจะสู้ได้ดีกว่าช่วงอายุอื่นๆแน่นอน              
              
ลักษณะลูกชนขวบหรือลูกแก่ ระหว่าง  12 - 15 เดือน (มากกว่านี้มักไม่มีเก่ง)              
การสังเกตุแบบง่ายๆมองกันที่หน้าปลาก่อนเลย ใบหน้าหนากว้าง ใต้ค้างยืด ปากใหญ่หนา เนื้อตัว
จะออกแบบ กำมะหยี ไม่เงามาก ช้านิ่งไม่ว่องไว ใบเครื่องหนาและที่สำคัญลำตัวอ้วน สมัยก่อน
นิยมมากกับปลาอายุชนขวบขึ้นไปถ้าเชื้อสายแปดริ้วเลือดร้อยจริงๆต้อง 12 เดือนขึ้นไปเท่านั้นถึง
จะเอาออกกัดกัน (ข้อนี้คุณตาพ่อเจ้าของบ่อบอกมาเลย) แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปอายุขนาดนี้ ช้ามากและ
เขี้ยวไม่ยาว หนังพอได้ จะได้ลูกทนมาแทนแต่ก็เหมือนปลาที่ลงไปกัดและทำตัวเป็นกระสอบทราย    


ที่มา : วิธีการสังเกตุเปรียบเทียบอายุของปลากัดสไตร์แปดริ้ว ( เทคนิคส่วนบุคคล )โดยต๋อม

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปลากัด คืออะไร?

ปลากัด หรือ ปลากัดภาคกลาง (อังกฤษ: Siamese fighting fish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Betta splendens) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์ Macropodinae ซึ่งอยู่ในวงศ์ใหญ่ Osphronemidae มีรูปร่างเพรียวยาวและแบนข้าง หัวมีขนาดเล็ก ครีบก้นยาวจรดครีบหาง หางแบนกลม มีอวัยวะช่วยหายใจบนผิวน้ำได้โดยใช้ปากฮุบอากาศโดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือน ปลาทั่วไป เกล็ดสากเป็นแบบทีนอยด์ ปกคลุมจนถึงหัว ริมฝีปากหนา ตาโต ครีบอกคู่แรกยาวใช้สำหรับสัมผัส ปลาตัวผู้มีสีน้ำตาลเหลือบแดงและน้ำเงินหรือเขียว ครีบสีแดงและมีแถบสีเหลืองประ ในขณะที่ปลาตัวเมียสีจะซีดอ่อนและมีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามากจนเห็นได้ชัด
ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 6 เซนติเมตร พบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำนิ่งที่มีขนาดตื้นพื้นที่เล็กทั้งในภาคกลางและภาคเหนือในประเทศไทยเท่านั้น สถานะปัจจุบันในธรรมชาติถูกคุกคามจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและสารเคมีที่ตกค้าง
มีพฤติกรรมชอบอยู่ตัวเดียวในอาณาบริเวณแคบ ๆ เพราะดุร้ายก้าวร้าวมากในปลาชนิดเดียวกัน ตัวผู้เมื่อพบกันจะพองตัว พองเหงือก เบ่งสีเข้ากัดกัน ซึ่งในบางครั้งอาจกัดได้จนถึงตาย เมื่อผสมพันธุ์ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายก่อหวอดติดกับวัสดุต่าง ๆ เหนือผิวน้ำ ไข่ใช้เวลาฟัก 2 วัน โดยที่ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่และตัวอ่อนเอง โดยไม่ให้ปลาตัวเมียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ลักษณะของปลากัดป่าหรือปลากัดลูกทุ่งที่ดีเลิศ

แม้ว่าภูมิประเทศเราอันเป็นที่อยู่อาศัยของปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่าจะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเก่งกาจของปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่า ดังกล่าวก็ตาม แต่ถ้าได้พิจารณาถึงรายละเอียดของที่อยู่อาศัย และหวอด หรือฟองของปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่าอันเป็นมงคลอีกชั้นหนึ่งก็จะทำให้เราได้ปลาที่ดีเป็นเลิศที่เรียกกัน ตามภาษานักเลงปลากัดว่า "หัวหิ้ง" ก็ได้  วิธีสังเกตลักษณะอื่น ๆ ประกอบตามที่เชื่อกันมามี ดังนี้

     ลักษณะภูมิประเทศ และหวอดที่ดี
1. ที่อยู่ของปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่า ถ้าพบปลากัด "ก่อหวอด" หรือ "บ้วนฟอง" หรือ "กัดฟอง" อยู่ในที่ที่มีทางออกได้หลายทางเชื่อกันว่าปลากัดตัวนั้นเป็นปลาที่ฉลาด คือ มีชั้นเชิงในการกัดดีเป็นเลิศ
2. ลักษณะของหวอด หรือฟอง
- ถ้าหวอด หรือฟองพูน และเป็นก้อนกลม เชื่อกันว่าเป็นปลากัดที่มีน้ำอดน้ำทนมาก หรือที่เรียกกันว่า "ใจมาก"
- ถ้าหวอด หรือฟองเม็ดใหญ่ เชื่อกันว่าเป็นปลาปากกว้าง ปากใหญ่ กัดคู่ต่อสู้ หรือฝ่ายตรงข้ามได้แผลใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า "คำใหญ่"
- ถ้าหวอด หรือฟองพูนเป็นยอดแหลม เชื่อกันว่าปลากัดนั้นดีเลิศในทุกประการ
     ลักษณะภูมิประเทศ และหวอดที่เลว
ปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่าที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่มีดินปนทรายไม่ใช่ดินเหนียว หรือดินโคลน มักเป็นปลาที่ไม่แข็งแรง หรือเรียกว่า ปลาขี้โรค คือ เกล็ดผุง่าย และกระดูกอ่อน
     นอกจากนั้นปลากัดตัวใดที่ก่อหวอด หรือกัดฟองไม่กลม ไม่นูน ฟองเล็ก หรือกัดฟองที่นั่นนิด ที่นี่หน่อย อย่างที่เรียกกันว่า "ฟองพ่น" เช่นนี้ถือกันว่าเป็นปลากัดชั้นเลวประเภทหนึ่ง

     ลักษณะของปลากัดที่ดีโดยทั่วไป
1. ลำตัวกลม รูปร่างเหมือนปลาช่อน หรือปลาชะโด
2. ลำตัวกลม รูปร่างเหมือนปลากะพง หรือปลาหมอ
3. หน้างอนเชิด ปากกว้าง ปากหนา
4. สันคอหนา
5. กระโดงใหญ่
6. โคนหาง หรือแป้นใหญ่
7. ตาเล็ก ตาดำ นัยน์ตาไม่ถลน หรือโปน เรียกว่า "ตาเรียด"
8. ไม้เท้า หรือ ตะเกียบ สั้น ใหญ่ และแข็งแรง
9. พุงดำ
10. หูน้ำใหญ่
11. เครื่องน้อย (ครีบ และหางไม่ยาวเกินไป)
12. ช่วงหน้าสั้น ช่วงท้ายยาว
13. สีไม่แพรวพราว (เฉพาะปลาลูกทุ่ง ลูกป่า)
14. เครื่องบาง เป็นปลาที่เคลื่อนไหวได้เร็ว กัดเร็ว ว่องไว
15. กระหม่อมสีอะไรก็ได้แต่ให้เหมือนสีตัวเป็นใช้ได้
16. เกล็ดหนา และเรียบแน่น
     ลักษณะที่เป็นมงคล หรือที่เรียกกันในภาษาถิ่นใต้ว่า "หว้า" มีดังนี้
1. หูน้ำแดง
2. เป็นปานดำที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
3. มีรูเล็ก ๆ ที่อวัยวะภายนอกในที่ใดที่หนึ่งแต่ไม่ควรมีเกิน 3 แห่ง เช่น อาจมีไม้เท้า ที่หาง หรือที่กระโดง ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้เรียกตามภาษานักเลงปลากัดว่า "ล่องลม"
     ลักษณะที่ไม่ดีของปลากัดโดยทั่วไป
1. ลำตัวบาง ยาว ถือเป็นปลาที่ไม่แข็งแรง
2. ปากเล็ก ปากบาง
3. หัวสั้น หัวงอนลงล่าง
4. เครื่องมาก ที่เรียกว่า "เครื่องแจ้"
5. เครื่องแพร หางแพร ไม้เท้าแพร คือ เป็นสีที่แพรวพราวจนเกินไป แต่ถ้าเป็นปลากัดพันธุ์หม้อ หรือพันธุ์ทางก็ไม่ห้าม
6. แก้มแท่น หมายถึง เกล็ดที่แก้มเป็นแผ่นใหญ่ และมีสีแพรวพราว ส่วนมากมักเป็นสีเขียว
7. กระโดงสีแดง หรือ ที่เรียกว่า "โดงแดง" สำหรับปลากัดลูกทุ่ง ลูกป่า ถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี คือ เป็นปลาใจน้อยดังคำห้ามที่ว่า "วัวลั่นดา ปลาโดงแดง อย่าแทงมาก" แต่ถ้าเป็นปลาพันธุ์ลูกหม้อ หรือพันธุ์ทางก็ไม่ห้าม
8. ตาโปน หรือตาถลน
9. แววตาเหมือนตาแมว หรือตางูสิง
10. เครื่องหนา หรือที่เรียกว่า "เครื่องทืบ" เป็นปลาที่เคลื่อนไหวช้า ไม่ว่องไว ปราดเปรียว
11. โคนหาง หรือ แป้นเล็ก มักเป็นปลาที่ไม่ค่อยมีกำลัง
12. สันหลังขาว ที่เรียกว่า "หลังเขียด" เป็นปลาใจน้อย
13. ไม้เท้าสีขาวมาก มักเป็นปลาไม้เท้าอ่อน เป็นปลาที่ไม่แข็งแรง
14. หางดอก คือ หางที่มีจุดประทั่วไปในแพนหาง

ที่มา : http://www.bettanetwork.com/forum/redirect.php?tid=52577&goto=lastpost&sid=lNQTni

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประเภทของไข่ปลา

แบ่งตามความสามารถในการลอยน้ำได้เป็น  3  ประเภท  ดังนี้
                1 ไข่ลอย (Pelagic  Egg)  ไข่ชนิดนี้มีเปลือกบาง   ค่อนข้างใส   เปลือกไม่มีเมือกเหนียว   ไข่แดงมีหยดน้ำมันอยู่มาก   เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาแล้วมักจะลอยขึ้นอยู่ที่ผิวน้ำ   การฟักตัวค่อนข้างเร็ว   ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะลอยตัวอยู่ผิวน้ำโดยหงายท้องขึ้น   ตัวอย่าง  เช่น   ปลากระดี่จูบ   ปลาแรด   ปลากัด   ปลากระดี่ชนิดต่างๆ   และปลากะพงขาว
                2 ไข่ครึ่งลอยครึ่งจม (Semibouyant  Egg)  ไข่ชนิดนี้มีเปลือกไข่บางไม่มีเมือกเหนียว   ไข่โปร่งใส   ไม่มีหยดน้ำมัน   การฟักตัวรวดเร็ว   เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาจะจมน้ำ   จากนั้นเปลือกไข่จะค่อยๆดูดน้ำเข้าไปในช่อง Perivitelline  Space   ทำให้เปลือกไข่ขยายตัวออก  3 - 5  เท่า   เกิดแรงพยุงให้ไข่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำได้ดี   แต่ถ้าไม่มีกระแสน้ำไข่จะจมตัวลงตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะว่ายน้ำพุ่งตัวขึ้นลงตลอดเวลา   ตัวอย่าง  เช่น   ปลาสร้อย   ปลาตะเพียน   ปลาม้าลาย   ปลาทรงเครื่อง   และปลากาแดง
                3 ไข่จม (Demersal  Egg)  ไข่ชนิดนี้มักมีเปลือกหนา   ไข่ทึบแสง   ไม่มีหยดน้ำมัน   การฟักตัวช้า   เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาจะจมลงก้นบ่อ   ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะเกาะคว่ำตัวอยู่ตามวัสดุต่างๆใต้น้ำ   ไข่ประเภทนี้ยังแบ่งออกเป็น  2  แบบ
                3.1 ไข่จมแบบไม่ติดกับวัตถุ (Non  Adhesive-demersal  Egg)  ไข่ชนิดนี้จะจมอยู่ตามพื้นก้นบ่อหรือก้นภาชนะ   ปลาที่มีไข่แบบนี้มีไม่มากนัก   เช่น   ปลานิล   ปลามังกร
               3.2 ไข่จมแบบติดวัตถุ (Adhesive-demersal  Egg)  ไข่ชนิดนี้เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาและได้สัมผัสกับน้ำ   จะเกิดสารเหนียวที่เปลือกไข่   ทำให้ไข่สามารถติดกับวัสดุต่างๆได้ทันทีที่ไข่ไปสัมผัส   เช่นตามราก   และลำต้นพันธุ์ไม้น้ำ   หรือผนังบ่อ   ตัวอย่าง  เช่น   ปลาสวาย   ปลาบู่   ปลาทอง   ปลาคาร์พ   ปลาเทวดา   ปลาปอมปาดัวร์   ปลานีออน   ปลากราย   และปลาออสการ์    

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปลากัดสายพันธุ์ไทยแท้ๆ

ปลากัดป่ามหาชัย

 

ปลากัดป่ามหาชัย หรือ ปลากัดมหาชัย (อังกฤษ: Mahachai betta; ชื่อวิทยาศาสตร์: Betta mahachaiensis) เป็นปลาน้ำจืดจำพวกปลากัดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลากัด ปลากระดี่ (Osphronemidae)

ลักษณะและถิ่นที่อยู่อาศัย

โดยมีลักษณะและรูปร่างคล้ายคลึงกับปลากัดภาคกลาง (B. splendens) มาก อีกทั้งยังมีที่อยู่อาศัยทับซ้อนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่สีและรายละเอียดบางประการ เช่น สีของเกล็ดเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือสีเขียวอย่างเดียวแวววาวทั้งตัว ลักษณะเกล็ดไล่เรียงตัวกันเหมือนฝักข้าวโพด บนพื้นลำตัวที่มีสีเข้มตั้งแต่น้ำตาลจนถึงดำสนิท บริเวณแก้มหรือแผ่นปิดเหงือกเป็นขีดสีฟ้า 2 ขีด ครีบอกคู่แรกที่เรียกว่า "ตะเกียบ" เส้นหน้ามีสีฟ้า ครีบหางมีทั้งกลมและปลายแหลมเหมือนใบโพมีสีฟ้า ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 4-5 เซนติเมตร อีกทั้งยังเป็นปลากัดในกลุ่มก่อหวอดเพียงชนิดเดียวที่พบในประเทศไทย ที่เยื่อใต้แผ่นปิดเหงือกเป็นสีดำสนิทโดยไม่มีขีดหรือแถบสีแดงมาแซมเหมือนปลากัดในกลุ่มก่อหวอดชนิดอื่น ๆ
เป็นปลาที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยจำกัด โดยพบแค่เพียงเขตจังหวัดสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และในเขตบางขุนเทียน ของกรุงเทพมหานคร เท่านั้น จากการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ พบว่ามีสายการวิวัฒนาการแยกตัวมาจากปลากัดภาคกลางเมื่อราว 3-4 ล้านปีก่อน

และจากการลงพื้นที่ศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยพบว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากัดมหาชัย เป็นแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำเค็มเข้ามาปนเล็กน้อย โดยมากเป็นป่าจาก และยังพบว่ามีน้ำจากแหล่งอุตสาหกรรมบางส่วนปนเปื้อนเข้ามาด้วย และพบว่าเมื่อมีขนาดเล็กจะกินแมลงเป็นอาหาร เมื่อโตขึ้นจะเริ่มกินแมลงผิวน้ำ และโตขึ้นอีกจะอาหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งยังเศษซากพืชเข้าไปปนด้วย

ปลากัดป่ามหาชัย ถือว่าเป็นปลากัดอีกชนิดหนึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักเลี้ยงปลาสวยงาม

การตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์

ปลากัดป่ามหาชัย ได้เป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนานแล้ว แต่ยังไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 จึงได้รับการตั้่งชื่ออย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นปลากัดชนิดแรกที่ได้รับการพิสูจน์ทั้งยืนยันโดยชาวไทยเอง โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์โดยใช้ชื่อไทยเพื่ออ้างอิงถึง "มหาชัย" (จังหวัดสมุทรสาคร) ที่เป็นแหล่งที่ทำให้ปลากัดป่ามหาชัยให้เป็นที่รู้จัก และที่เป็นชื่อมหาชัยก็เพื่อให้ผู้คนในจังหวัดสมุทรสาครและชาวไทยเองเกิดความภาคภูมิใจและกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ปลากัดป่ามหาชัยมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป สำหรับงานวิจัยที่พิสูจน์ยืนยันชนิดพันธุ์ของปลากัดป่ามหาชัยนี้ ได้ศึกษาโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีหัวข้อบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Zootaxa ว่า "Betta mahachaiensis (ปลากัดป่ามหาชัย) ปลากัดก่อหวอดชนิดใหม่จากจังหวัดสมุทรสาคร ประเทศไทย)" โดยมีผู้วิจัยคือ นายชานนทร์ โควสุภัทร, รศ.ดร.ภิญโญ พานิชพันธ์, รศ.ดร.พิณทิพ รื่นวงษา, และดร.น้ำค้าง ศรีวัฒนาโรทัย

อ้างอิงจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/ปลากัดป่ามหาชัย
http://youtu.be/yz_mSZFftE4